 |
เมื่อปี พ.ศ. 2530 ราคากุ้งกุลาดำในตลาดโลกขยับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระตุ้นให้เกษตรกรไทยหันมาเลี้ยงกุ้งกุลาดำกันมากขึ้น และเช่นเดียวกัน ฟาร์มกุ้งกุลาดำแห่งหนึ่งในอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เริ่มก่อตั้งในพื้นที่ 300 ไร่ และดำเนินการ เลี้ยงกุ้งตามวิธีที่สืบต่อกันมาดังที่เข้าใจว่าเป็นการเลี้ยงที่ถูกต้อง จากแนวทางของผู้เลี้ยงกุ้งไต้หวัน
|
ในช่วง 4-5 ปีแรกที่ดำเนินการเลี้ยงได้รับผลสำเร็จพอสมควร แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีปัญหาโรคกุ้งและปัญหาสุขภาพกุ้งอื่นๆ ตามมา ทางฟาร์มได้พยายามแก้ปัญหาดังกล่าวจากนักวิชาการและผู้มีประสบการณ์ในการเลี้ยงกุ้งในขณะนั้น และได้รับการ แนะนำการใช้สารเคมีและยาต่างๆในการแก้ปัญหาของกุ้งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เมื่อมีการนำสารเคมีและยาไปใช้ ในช่วงแรกก็ ได้รับผลบ้างๆไม่ได้รับผลบ้าง แต่ทางฟาร์มไม่สามารถสรุปผลการใช้ยาได้ เนื่องจากไม่ได้ตรวจสอบและเก็บข้อมูลเลย จะมีก็แต่ผลดีทางด้านจิตใจของตัวผู้เลี้ยงเอง เพราะจะสบายใจขึ้นเมื่อตัวเองได้ให้ยาหรือสารเคมีต่างๆ ตามที่นักวิชาการ หรือผู้มีประสบการณ์ได้แนะนำมา
หลังจากมีการใช้ยาช่วงเวลาหนึ่ง ระยะเวลาการเลี้ยงก็สั้นลงเรื่อยๆ เพราะไม่สามารถแก้ไขกับปัญหาสุขภาพที่เกิดกับการ เลี้ยงกุ้งได้เลย จากปี 2535 ที่สามารถเลี้ยงกุ้งได้ 4 เดือน ระยะเวลาการเลี้ยงสั้นลงเหลือ 3 เดือน 2 เดือน และในที่สุดในปี 2537 ไม่สามารถเลี้ยงกุ้งได้นานเกิน 1 เดือน ทำให้มีการกลับมาพิจารณาถึงการใชยาและสารเคมีต่างๆที่นำมาแก้ปัญหาที่ เกิดขึ้น
จากที่สารเคมีและยาในการแก้ปัญหาการเลี้ยงกุ้งอีกต่อไป ในปี 2538 ทางฟาร์มได้รับข่าวสารและการแนะนำจากนักวิชาการ เกี่ยวกับารใช้จุลินทรีย์เพื่อการบำบัดน้ำ และใช้วิตามินเสริมเพื่อบำรุงสุขภาพกุ้งในช่วงระหว่างที่ทำการเลี้ยง ต่อมาจึงได้เชิญ นักวิชาการระดับสูงมาเป็นที่ปรึกษา จากคำแนะนำของนักวิชาการนั้น ทำให้ฟาร์มต้องตรวจสอบค่าต่างๆ เพื่อวิเคราะห์หา สาเหตุต้นตอของปัญหาเป็นเหตุให้มีการตั้งห้องแล็ปปฏิบัติการและจัดหาเครื่องมือตรวจสอบต่าง เพื่อให้ทางฟาร์มสามารถ ตรวจสอบค่าต่างๆได้เอง โดยละเอียด ครบถ้วน ถูกต้องตามหลักวิชาการ รวมถึงจัดให้มีการบันทึกผลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ ภายหลัง แต่ผลจากการทดลองก็ยังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในบ่อได้ มากไปกว่านั้นยังเพิ่ม ปัญหาบางอย่างด้วย เพราะพบว่ามีปัญหาก๊าซพิษที่เพิ่มขึ้นอย่างเฉียบพลัน และเกิดการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรีย แพลงค์ตอน บางชนิดที่เป็นภัยต่อกุ้ง อย่างรวดเร็ว เป็นผลให้กุ้งอ่อนแอ ป่วย และตายในที่สุด
ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นข้อผิดพลาดในการดำเนินการ จึงทำซ้ำถึง 2 รอบ ผลการเลี้ยงคงเป็นเช่นเดิม โครงการนี้จึง สิ้นสุดลง ทางฟาร์มได้พิจารณาเรื่องนี้ว่าอาจเกิดเพราะความผิดพลาดของทางฟาร์มเองเนื่องจากข้อมูลการตรวจสอบต้องรอ การวิเคราะห์จากที่ปรึกษา ทำให้การแก้ไขล่าช้าไม่ทันการณ์แก้ปัญหาที่เกิดในบ่อเลี้ยงได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อการเลี้ยงกุ้งในคราวนั้นคือ ทำให้เข้าใจสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในบ่อเลี้ยงกุ้ง จากการตรวจเช็คค่าของคุณภาพน้ำพร้อมการ จัดเก็บข้อมูลโดยละเอียด
ต่อมาต้นปี 2540 ได้มีการร่วมทุนการเลี้ยงกับเพื่อนกลุ่มหนึ่ง ที่มีความเชี่ยวชาญการใช้ยาและสารเคมี โดยใช้หลักการ ของผู้ร่วมทุนและได้ย้ายไปเลี้ยงในพื้นที่ปลอดภัย เพราะเห็นว่าพื้นที่เดิมไม่ปลอดภัยต่อการเลี้ยงกุ้ง แต่เนื่องจากทรัพยากร บุคคลของฟาร์ม ที่เมื่อแบ่งไปให้หุ้นส่วนแล้วก็ยังคงมีเหลืออยู่ จึงยังคงดำเนินการเลี้ยงในพื้นที่เดิมที่หลายๆคนเห็นว่ามีความ เสี่ยงต่อโรคสูงมาก จึงได้ดำเนินการเลี้ยงควบคู่กันไป แต่ใช้แนวทางเลี้ยงที่แตกต่างกัน คือในพื้นที่เดิมก็ยังคงเลี้ยงต่อไปด้วย จุลินทรีย์ เพราะผลการเลี้ยงที่ผ่านมาทำให้ยังคงคิดว่าการเลี้ยงกับจุลินทรีย์ก็ยังดีกว่าการใช้ยา ส่วนที่ดำเนินการเลี้ยงกับ หุ้นส่วนนั้น ในพื้นที่ใหม่เสียหายทั้งหมด ในรอบการผลิตถัดมา ผลก็ยังคงเสียหายทั้งสองรูปแบบ จึงได้ยุติโครงการร่วมทุนไว้ เพียงเท่านั้น
ต่อมาได้มีโอกาสพบกับผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์อีกชนิดหนึ่ง โดยผู้นำเสนอคือ คุณวีรสันต์ ประโยชน์อมรกุล บริษัท เทค โอโซน จำกัด ซึ่งเป็นอีกท่านที่ได้แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อวงการการเลี้ยงกุ้ง แต่ให้มุมมองที่แตกต่างจากผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงกุ้ง ท่านอื่นๆ เนื่องจากคุณวีรสันต์มีพื้นฐานทางการบำบัดน้ำเสียและการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยแนวคิดของคุณวีรสันต์นั้น จะเน้น ถึงการป้องกันการเกิดปัญหามากกว่าที่จะแก้ปัญหา หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกัน จึงได้มีโอกาสลในพื้นที่การเลี้ยงเพื่อ พิจารณาปัญหาต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยนำข้อมูลเก่าที่ได้บันทึกไว้มาพิจารณาวิเคราะห์ แล้วเริ่มตั้งเป้าหมายของการ เลี้ยงกุ้งเป็นข้อๆ ดังนี้
- จะเลี้ยงอย่างไรไม่ให้กุ้งตาย
- จะเลี้ยงอย่างไรให้โต
- จะเลี้ยงอย่างไรให้ต้นทุนต่ำ
- จะเลี้ยงอย่างไรให้เป็นอาชีพที่ยั่งยืน
หลังจากมีการตั้งเป้าหมายก็ได้นำกลับมาคิดทบทวนทีละประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในบ่อเลี้ยงกุ้งดดยเริ่มต้นจาก ปัญหาข้อที่ 1 อะไรทำให้กุ้งตาย เมื่อมีการตรวจข้อมูลเดิมที่เก็บมาในอดีต ก็ยังไม่ทราบแน่ชัด ทางฟาร์มก็ต้องทำการเลี้ยงใหม่อีก เพื่อทราบเหตุและผลให้ได้ โดยได้เลือกพื้นที่บ่อขนาด 15 ไร่ มาทำการทดลองเลี้ยง ระหว่างการเลี้ยงครั้งนี้ได้มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงการเลี้ยงตั้งแต่เริ่มต้นทั้งหมด โดยไม่มีการนำยาและเคมีภัณฑ์มาใช้เลย ซึ่งหลายๆวิธีอาจไม่เคยเกิดขึ้นเลยใน การเลี้ยงกุ้งที่ผ่านมา และตัวผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ของคุณวีรสันต์ที่นำมาใช้ในฟาร์มก็มีการแลกเปลี่ยนและพัฒนาให้มีความ เหมาะสมในบ่องเลี้ยงกุ้งจากโรงงานวินสตัน ซึ่งทางฟาร์มรู้สึกโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่โรงงานวินสตันในประเทศอเมริกาและตัว คุณวีรสันต์ให้ความร่วมมือและทุ่มเทในการพัฒนาการเลี้ยงกุ้งในบ่อจริงๆ พร้อมตรวจสอบคุณภาพน้ำและเก็บข้อมูลต่างๆ มาโดยตลอด ซึ่งต้องใช้เวลาการเลี้ยงถึง 257 วัน จึงตัดสินใจจับกุ้งเพื่อหาคำตอบต่างๆ ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนั้น ผลการเลี้ยงกุ้งได้ขนาด 55 ตัว/กิโลกรัม และน้ำหนักกุ้งได้ 6,000 กิโลกรัม ด้านธุรกิจผลประกอบการยังไม่สามารถทำกำไร เป็นเม็ดเงินได้คุ้มกับเวลา แต่การเลี้ยงกุ้งในครั้งนี้ทำให้สามารถพอเข้าใจกับปัญหาต่างๆในบ่อเลี้ยงกุ้งได้ว่า อะไรคือมูลเหตุ ที่ทำให้กุ้งตาย และจะเลี้ยงอย่างไรไม่ให้ตาย โดยกรเลี้ยงที่ไม่มียาและเคมีภัณฑ์มาเกี่ยวข้องเลย ยังสามารถบอกกับตัวเรา ที่เป็นผู้เลี้ยงกุ้งเองว่า "การเลี้ยงกุ้งคืองานทางวิทยาศาสตร์ 100%" อย่างแน่นอน ทางความรู้สึกทำความเข้าใจยากมาก และ การทำงานการตรวจสอบในบ่อจะรู้สึกยุ่งยากเสียเวลามาก เพราะเราเคยเลี้ยงมาได้โดยไม่เห็นต้องทำอะไรเลย สุดท้าย การเลี้ยงกุ้งที่ผ่านมาเราใช้ความรู้สึกมาเลี้ยงกุ้งในบ่อกันแทบทั้งหมด เราคิดว่าได้ใช้วิชาการ แต่ไม่ได้ทำตามหลัก วิทยาศาสตร์ที่ควรจะทำ ซึ่งอาจจะเป็นมูลเหตุให้เกิดความผิดพลาดในการเลี้ยงมาโดยตลอด เพราะไม่สามารถควบคุม คุณภาพน้ำได้เลย และสิ่งหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นในใจเมื่อเกิดความเสียหายในอดีตคิดว่าน่าจะมาจาก ลูกกุ้งไม่ดี , ดินฟ้าอากาศ ไม่ดี , น้ำที่สูบเข้ามาไม่ดี , อาหารที่นำมาเลี้ยงไม่ดี , คนงานไม่ดี เป็นต้น แต่เมื่อได้ทำการเลี้ยงแล้วได้ตรวจสอบถึงปัญหาที่ เกิดขึ้นมา พบว่าต้องพัฒนาการแก้ไขปัญหาต่างๆ จากพื้นฐานการตรวจสอบที่เป็นปัจจุบันเท่านั้น เพื่อมาพิสูจน์ต้นเหตุของ ปัญหาและผลการแก้ปัญหาในการเลี้ยงกุ้งที่เกิดขึ้นในบ่อเลี้ยง อย่างละเอียดถี่ถ้วนและต่อเนื่องกัน ไม่ควรละเว้นการ ตรวจสอบค่าต่างๆ ในบ่อเลี้ยงกุ้งเลย ควรศึกษาติดตามเรียนรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในบ่อตลอดเวลา จะได้ป้องกันไม่ให้เกิด ปัญหาการเลี้ยงกุ้งจนแก้ไขไม่ได้ ทำให้กุ้งต้องตายก่อนเวลาที่เราต้องการ และผู้เลี้ยงก็ประสบกับภาวะเสียหายขาดทุนใน ที่สุด แต่เราผู้เลี้ยงกุ้งกลับไม่ได้กระทำอย่างจริงจังเลย
ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้สุปได้ ซึ่งจะต้องเลี้ยงใหม่หาข้อผิดพลาดต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในการเลี้ยงที่ผ่านมา และเพื่อพิสูจน์ความ เข้าใจจกการเลี้ยงที่ผ่านมาว่าถูกต้องมากน้อยเพียงใด ทางฟาร์มและคุณวีรสันต์จึงร่วมกันวางแผนในรอบต่อไป และได้ บอกกล่าวกับเพื่อนเกษตรกรผู้เลี้ยงที่มีโอกาสพบปะกันในหลายๆพื้นที่ ที่เลี้ยงกุ้งในประเทศไทยมาโดยตลอด เพราะเราทั้ง 2 คนคิดถึงพิษภัยต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในฟาร์มของเราที่ผ่านมาอาจจะเกิดกับผู้เลี้ยงกุ้งทั่วๆไปได้ เพราะคนเลี้ยงกุ้งส่วนมาก กำลังทำในสิ่งที่เราทำแล้วเกิดความเสียหายมาโดยตลอด ด้วยเหตุการณ์ที่เคยเกิดกับทางฟาร์ม เราเข้าใจในความเสียหาย ทางธุรกิจและความเจ็บปวดทางจิตใจเป็นอย่างยิ่ง และสิ่งสำคัญที่สุดในความรู้สึกของเราไม่อยากให้ผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำที่เป็น คนไทยเฉกเช่นตัวเราเหมือนกันต้องประสบกับสิ่งที่เราเคยพบมา ซึ่งอาจไม่คุ้มค่ากับทุกๆอย่างที่เราได้เสียไปแล้ว และหาก สิ่งนี้เกิดมีขึ้นในธุรกิจการเลี้ยงกุ้เมื่อใด ประเทศไทยของเราจะต้องเป็นผู้เสียหายและสูญเสียโอกาสจากสิ่งที่เราเคยมี คือ ความเป็นหนึ่งในธุรกิจกุ้งกุลาดำของโลกทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณในอนาคต ด้วยเหตุผลทางการค้าประเทศไทยคงต้อง พบกับปัญหาเรื่องการใช้ยาและเคมีภัณฑ์ที่นำมาใช้ในการเลี้ยงกุ้งด้วย สิ่งนี้คือความกังวลในใจของเราตลอดเวลามา หากการเลี้ยงกุกุลาดำนี้เกิดทำไม่ได้ในอนาคตแล้ว จะเกิดปัญหาอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นทางครอบครัวของผู้เลี้ยงกุ้งโดยตรง ธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกหลายอาชีพในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และคงหนีไม่พ้นกับปัญหาทางสังคมที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ในวิกฤตที่เราผ่านมาหาใช่เรื่องเลวร้ายไปทั้งหมด เราก็มีการพบโอกาสในวิกฤตด้วยคือ ในเมื่อเราสามารถเลี้ยงกุ้งในบ่อ ให้ผ่านมาได้นานถึง 257 วัน ฉนั้นการเลี้ยงกุ้งรอบต่อไปก็ต้องไม่ใช่เรื่องยาก เราพอเข้าใจถึงการเลี้ยงกุ้งบ้างว่าอะไรควรทำ และอะไรไม่ควรทำในระหว่างการเลี้ยงกุ้งในบ่อ และประโยชน์ที่พบว่าประเทศไทยต้องมีบ่อกุ้งปลอดยาและเมีภัณฑ์ (กุ้งอินทรีย์ , กุ้งชีวภาพ , กุ้งปลอดสารพิษ) น่าจะเป็นผู้นำในอนาคตได้อย่างแน่นอน
อาจเป็นโชคดีของเราก็ได้ในช่วงเวลาที่เตรียมการเลี้ยงในรอบต่อไปนั้น วันที่ 15 พ.ย. 2543 มีคุณวิชาญ ลิ้มพันธุ์อุดม เพื่อน ผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำ เจ้าของฟาร์มกุ้งชื่อ สะปำฟาร์ม จำนวน 50 บ่อ อยู่ในจังหวัดภูเก็ต มาพบปะกันที่สุราษฎร์ธานี พร้อมกับเล่า ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างมาก ตลอดระยะเวลาการเลี้ยง 2 รอบที่ผ่านมา ได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน สรุปได้ว่า สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือ การตรวจสอบค้นหาปัญหาของตัวเองก่อน เมื่อค้นพบแล้วแก้ให้ถูกจุดของปัญหาก็จะ แก้ไขได้ แล้วจึงดำเนินการเลี้ยงในแนวทางที่เราได้ค้นพบกันต่อไป ตลอดเวลา 1 ปี ที่สะปำฟาร์ม เลี้ยงกุ้งโดยใช้แนวทาง ไบโอ (ชื่อที่ทางกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งตั้งให้) ได้ทำการปรับเปลี่ยนและพัฒนาการเลี้ยงเต็มรูปแบบ ผลประกอบการในการเลี้ยง 25 บ่อ จำนวน 2 รอบ การเลี้ยงไม่มีกุ้งป่วยและตายเลย
และในฟาร์มที่ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานีก็มีผลเช่นเดียวกัน จากผลประกอบการทั้งทะเลฝั่งตะวันออกและทะเลฝั่งตะวันตก สามารถเลี้ยงกุ้งได้เหมือนอดีตที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มที่เลี้ยงด้วยแนวทาง ไบโอ นี้มีความมั่นใจว่าจะช่วยประเทศชาติได้บ้าง คือบ่อเลี้ยงกุ้งเก่าที่ไม่สามารถเลี้ยงกุ้งได้แล้วในอดีต คงนำกลับมาปรับสภาพกันใหม่ให้ดีพอที่จะเลี้ยงกันได้อีก พื้นที่ต่างๆก็ จะมีมีประโยชน์มากกว่าที่จะปล่อยทิ้งโดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย และอาจไม่ต้องไปขุดบ่อในพื้นที่ใหม่เลย หากทำได้อย่าง ที่คิดประเทศไทยก็จะมีกุ้งปลอดสารพิษจำนวนมากป้อนให้กับตลาดโลก และสามารถสร้างงานให้กับคนไทยได้อีกมาก นอกจากจะได้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่ไร้ค่าแล้ว ยังสามารถนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมหาศาลและปราศจาก ปัญหาจากนานาชาติในเรื่องการกีดกันทางการค้าเนื่องจากมีสารเคมีปนเปื้อนในอาหาร และสำหรับคนไทยเองก็จะได้รับ อาหารที่มีคุณภาพสูงปลอดสารพิษ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดี
นอกจากนี้เรายังมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนในอนาคตที่จะดำเนินการผลิตกุ้งชีวภาพอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงการเป็นที่ปรึกษา ด้านการเลี้ยงกุ้งในแนวทางนี้ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเพื่อนเกษตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย
และขอขอบคุณบริษทวินสตัน ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ สำหรับความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับเรามาโดยตลอด เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมต่อสภาแวดล้อมของประเทศไทย ความร่วมมือดังกล่าวได้ช่วยให้เราประสพความสำเร็จใน การเลี้ยงแนวทางนี้